Categories
ขนมหวานไทย

ลูกชุบ เมนูขนมฉบับไทยโบราณ สีสันสุดคัลเลอร์ฟูล

ลูกชุบ

เมนูขนมอย่าง ลูกชุบ เมื่อพูดถึงก็คงไม่มีใครไม่รู้จักเพราะไม่ว่าจะไปเดินตลาดหรือห้างสรรพสินค้าก็ต้องมีร้านตั้งเรียงรายอยู่มากมาย ขนมชนิดนี้เรียกได้ว่าเป็นขนมที่โด่งดังมาตั้งแต่สมัยโบราณเลยทีเดียวใครที่ยังไม่เคยลองชิมถือว่าพลาดมาก รสชาติค่อนข้างหอมหวานมันแถมสีสันของรูปลักษณ์ยังสวยสดใสหลากหลายไปด้วยผลไม้นานาชนิดน่ารับประทาน

ลูกชุบ

เมนูขนมชนิดนี้มีส่วนประกอบหลักเป็นถั่วเขียวกวนและใช้ฝีมืออย่างมากในการลงมือทำแต่ละชิ้น ต้นกำเนิดของขนมชนิดนี้คือประเทศโปรตุเกสใช้เมล็ดอัลมอนด์มาบดให้ละเอียดแล้วนำไปกวน แต่ทางประเทศไทยวัตถุดิบอย่างอัลมอนด์หาได้ค่อนข้างยากและมีราคาแพงจึงนำถั่วเขียวมาทำเป็นส่วนผสมหลักแทนได้ทั้งรสชาติอร่อยแถมราคายังถูกลงอีกด้วย

ลูกชุบ เมนูขนมชื่อดังเต็มไปด้วยวัตถุดิบไทยอย่างมากมาย

เมื่อพูดถึงวัตถุดิบของเมนูชนิดนี้หลาย ๆ คนอาจจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นการนำเมล็ดถั่วเขียวไปปั่นแล้วนำมากวนตามลำดับ ถูกต้องแล้วค่ะตามประวัติลูกชุบแล้วเมนูนี้มีส่วนประกอบหลักคือถั่วเขียนไม่มีเปลือก สามารถหาซื้อได้ตามท้องตลาดหรือห้างสรรพสินค้าทั่ว ๆ ไปแถมราคายังค่อนข้างถูกเอามาก ๆ 

ลูกชุบ

การจะทำลูกชุบให้อร่อยได้ต้องพึ่งพาปัจจัยในหลาย ๆ อย่าง ตั้งแต่กระบวนการนึ่งถั่วเขียวไปจนถึงการปั้นออกมาให้เกิดรูปร่างที่สวยงามน่ารับประทาน การนำถั่วไปนึ่งต้องคอยเช็คอย่างสม่ำเสมอว่าเมล็ดถั่วสุกดีแล้วหรือไม่เพราะถ้าหากสุกไม่ทั่วกันเนื้อสัมผัสของขนมจะแข็งกระด้างไม่อร่อย

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในวิธีทำลูกชุบก็คือการเลือกใช้สีผสมอาหาร ถ้าหากใครมีสีผสมอาหารที่สกัดมาจากธรรมชาติก็จะดีมาก ๆ หรือหากใครไม่มีก็ต้องเลือกสรรสีผสมอาหารที่ได้คุณภาพเพราะสีที่ราคาถูกหน่อยเมื่อกินเข้าไปนานาอาจจะไปสะสมอยู่ในร่างกายทำให้ไม่ปลอดภัยได้

ขั้นตอนการรังสรรค์ลูกชุบให้เหมือนฉบับไทยโบราณ

เมนูขนมหวานไทยชนิดนี้แต่ละที่ก็จะมีวิธีที่แตกต่างกันออกไป ถึงแม้ว่ากระบวนการทำและวัตถุดิบจะไม่ได้เยอะอะไรมากมายแต่ก็ต่างมีเคล็ดลับที่ไม่เหมือนกัน จากที่เราได้ทำการศึกษาเรื่องขนมไทยมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจึงนำสูตรที่คิดว่าอร่อยกลมกล่อมมากที่สุดมาฝากทุกคนกันค่ะ หากใครกำลังมองหากิจกรรมยามว่างหรือกำลังจะหารายได้เสริมเมนูนี้ก็เหมาะมาก ๆ เช่นเดียวกัน ถ้าพร้อมแล้วตามไปชมกันเลยค่ะ

ลูกชุบ

ส่วนผสมหลัก

  1. ถั่วเขียวกะเทาะเปลือก 500 กรัม
  2. หัวกะทิ 1 ถ้วยตวง
  3. น้ำตาลทราย 310 กรัม
  4. สีผสมอาหาร (สีใดยี่ห้อใดก็ได้ตามชอบ)
  5. ผงวุ้น

วิธีการทำ

ลูกชุบ
  1. ตั้งหม้อซึ้งแล้วรองด้วยผ้าขาวบางในชั้นที่มีรู เมื่อน้ำเดือดได้ที่แล้วให้นำเมล็ดถั่วเขียววางกระจายให้ทั่วซึ้ง หมั่นคอยเช็คอยู่บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้ถั่วเขียวดิบหรือเละจนเกินไป
  2. เมื่อถั่วเขียวสุกดีแล้วให้นำไปใส่โถปั่นพร้อมกับหัวกะทิและน้ำตาลทราย ปั่นจนทุกอย่างเข้ากันเป็นอย่างดีและเนื้อเนียนละเอียดไม่มีถั่วเขียวเป็นเมล็ดปะปนอยู่
  3. นำส่วนผสมที่ปั่นละเอียดแล้วเทใส่ลงในกระทะเพื่อกวน กวนจนสามารถปั้นถั่วเขียวเป็นลูกได้ เมื่อเสร็จแล้วให้นำขึ้นมาพักเอาไว้โดยให้ผ้าขาวบางคลุม
  4. นำสีผสมอาหารที่เตรียมไว้มาผสมกับน้ำ โดยแยกสีละถ้วย จะทำไปรูปแบบไหนก็ใช้สีตามที่ชอบได้เลยค่ะ
  5. ทำการปั้นถั่วกวนให้ออกมาเป็นรูปแบบตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นผลไม้ ผัก หรือสัตว์ต่าง ๆ ก็จัดเลยค่ะ
  6. เมื่อทำการปั้นเรียบร้อยแล้วของหวานไทยชนิดนี้ค่อนข้างที่จะประณีตก็ตรงที่การทาสีลงไปให้เหมือนของจริง ให้ทำการทาสีสัก 2-3 รอบเพื่อให้สีสันสวยงาม
  7. ตั้งน้ำให้เดือดแล้วนำผงวุ้นใส่ลงไปคนจนกว่าผงวุ้นจะละลาย แล้วนำถั่วกวนที่ทาสีเอาไว้มาจุ่ม แล้วนำไปผึ่งลมจนแห้ง ทำซ้ำแบบนี้ 2-3 รอบเช่นเดียวกันเพื่อความน่ารับประทาน

เมนูขนมแบบไทยโบราณจะกินกี่ครั้งก็ยังคงความอร่อย

ลูกชุบ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับวิธีการทำขนมลูกชุบวัตถุดิบน้อยแถมวิธีทำก็ไม่ยุ่งยากเลยใช่ไหมคะ หากว่าใครกำลังหาอาชีพเสริมสามารถนำสูตรนี้ไปประยุกต์ใช้ได้เลยนะคะจะขายที่ตลาดก็เวิร์คหรือจะขายในโลกออนไลน์ก็เลิศไม่แพ้กัน ขนมชนิดนี้จะทำกินอีกกี่ครั้งก็ยังคงความอร่อยอยู่ตลอดเลยล่ะค่ะ

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมหวานไทย

ครองแครงกรอบ ขนมโบราณแต่ไม่โบราณ หอมเนย กรอบฟู

ครองแครงกรอบ

ครองแครงกรอบ แป้งทอดฟูกรอบ หอมกลิ่นเนย ใครที่ได้ลิ้มลองชิมขนม ครองแครงกรอบสูตรโบราณ เป็นติดใจกลับไปทุกคนเลยทีเดียว

ส่วนผสมในการทำ ครองแครงกรอบ

ครองแครงกรอบ

ครองแครงกรอบเป็นเมนูขนมเอาไว้รับประทานเล่น ค่อนข้างเป็นที่นิยม จนสามารถหาซื้อได้ตามตลาดนัด รวมถึง ร้านขายของฝาก มีความคล้ายกรอบเค็ม แต่ไม่ใช่ เพราะกรอบเค็มจะมีรสที่จัดจ้านกว่าอันเกิดจากการผสมพริกขี้หนูลงไปในขนมเมนูนี้ แต่ครองแครงที่มีขนาดเล็กกว่า จะไม่ผสมพร่ิกขี้หนูสวนตำลงไป 

ในส่วนของการทำเมนูนี้ การเตรียมมีความคล้ายกับขนมกรอบเค็ม ทว่า ไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะขนมไทย จะมีขั้นตอนในการทำ รวมถึงส่วนผสมที่น้อยกว่าเบเกอรี ทว่าผลลัพธ์ที่ได้มานั้น อร่อยเท่า ๆ กัน 

ครองแครง กรอบ วัตถุดิบมีอะไรบ้าง

ตัวครองแครง

  • แป้งสาลี 350 กรัม
  • พริกไทยป่น 1/2 ช้อนชา
  • ไข่ไก่ 1 ฟอง
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
  • กะทิ(แช่เย็น) 100 ml
  • น้ำเปล่า(เย็น) 50 ml
  • น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ
ครองแครงกรอบ

น้ำตาลเคลือบ

  • รากผักชี 4 ราก
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 150 กรัม
  • น้ำเปล่า 1/4 ถ้วยตวง
  • เนยจืด 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/3 ช้อนชา
  • น้ำปลา 1,1/2 ช้อนชา
  • ผักชีซอย เล็กน้อย

วิธีทำ

ครองแครงกรอบ

ขั้นตอนที่ 1 นำไข่ไก่ เกลือ พริกไทย น้ำตาล น้ำเปล่า กะทิ และน้ำมัน ผสมให้เข้ากัน ตามด้วยแป้ง จากนั้นนวดทุกอย่างให้เข้ากัน พักไว้ในชาม 10 นาที อย่าลืมนำผ้าขาวมาคลุมไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้แป้ง ครองแครงกรอบ แห้งจนไม่สามารถนำมาปั้นเป็นก้อนกลมได้

ขั้นตอนที่ 2 สูตรครองแครงกรอบ แป้งฟู ในขั้นตอนนี้ นำแป้งมาปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำส้อมมากดแป้งจนกระทั่งม้วนเข้าหากัน แล้วนำไปทอด

ขั้นตอนที่ 3 ไฟที่ใช้ในการทอดแป้ง จะเป็นอีกหนึ่ง วิธีทำครองแครงกรอบไม่แข็ง โดยให้ใช้ไฟกลางค่อนไปทางอ่อน นำแป้งไปทอดจนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง จากนั้นตักขึ้นมาพักไว้จนเย็น เตรียมทำน้ำตาลเคลือบ

ขั้นตอนที่ 4 ใช้ไฟอ่อน แล้วใส่เนยลงในกะทะ ใส่กระเทียม รากผักชี พริกไทย ที่ตำละเอียดแล้วลงในกะทะ ผัด 3 เกลอ จนได้กลิ่นหอม ตามด้วยน้ำเปล่า น้ำตาล เกลือ และน้ำปลา เคี่ยวจนกระทั่ง น้ำตาลเคลือบเหนียวและหนืด แล้วถึงค่อยใส่ครองแครงกรอบที่เราเตรียมไว้ ตามด้วยผักชี คลุกและเคล้าส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ปิดไฟ รอให้เย็น ก็สามารถนำมารับประทานได้แล้ว

ครองแครงกรอบ

ครองแครงกรอบสูตรนี้ ถ้าจะให้อร่อยและหอมเพิ่มขึ้นไปอีก ควรใช้เนยตามสัดส่วนที่ให้ไป แต่ถ้าไม่ใช้เนย เปลี่ยนเป็น น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะก็ได้ เพื่อที่ว่า การทำครองแครงจะเป็นเรื่องง่ายขึ้น แต่ถ้าใครที่ชอบกลิ่นเนย เติมลงไปได้เลย เพราะการกินครองแครงที่มีกลิ่นเนยหอม ๆ จะทำให้ การกินมีอรรถรสมากขึ้น จะกินเล่นในช่วงพักเบรตกับกาแฟ ชาร้อน รวมถึงน้ำขิง หรือเก๊กฮวยร้อน เข้ากันดี

อ่านบทความอื่นๆ:

Categories
ขนมหวานไทย

กรอบเค็ม เคี้ยวกรุ๊บ ๆ หอมกลิ่นพริกไทย

กรอบเค็ม

กรอบเค็ม อร่อยกรุบ ๆ หอมสามเกลอ กรอบเค็มชาววัง ทำไม่ยาก สูตรนี้ ทำเอง กินเอง 

ส่วนผสมในการทำ กรอบเค็ม

กรอบเค็ม

เขื่อว่าหลายคนอาจจะรู้สึกสงสัย ระหว่างครองแครงกรอบและ กรอบเค็ม เหมือนหรือแตกต่างกัน ขนมครองแครงกรอบ ตัวแป้งจะหนากว่ากรอบเค็ม ทว่าตัวเคลือบที่นำมาเคลือบกับกรอบเค็มจะมีรสชาติที่จัดจ้านกว่า ก็อยู่ที่ตัวลูกค้า ชอบแบบไหน

วัตถุดิบในการทำกรอบเค็ม

ส่วนผสมแป้ง

  • แป้งเอนกประสงค์ 250 กรัม
  • หัวกะทิ 75 กรัม
  • ไข่ไก่ฟองเล็ก (เบอร์ 3) 1 ฟอง
  • น้ำปูนใส 2 ช้อนชา
  • น้ำมัน 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/4 ช้อนชา
กรอบเค็ม

ส่วนผสมน้ำตาลเคลือบ

  • น้ำตาลปี๊บ 150 กรัม
  • รากผักชีโขลก 3-5 ราก
  • พริกไทยเม็ดโขลก 3-4 ช้อนชา
  • น้ำ 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1+1/2 – 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

กรอบเค็ม

ขั้นตอนที่ 1 นำแป้งสำหรับทำกรอบเค็มผสมเข้าด้วยกัน ได้แก่ แป้งเอนกประสงค์ แป้งสาลี แป้งข้าวโพด คนเข้าด้วยกัน จากนั้นค่อยนำไปร่อน เพื่อเอาสิ่งสกปรก ฝุ่นและผง ออกจากแป้ง

ขั้นตอนที่ 2 ตีไข่ไก่ลงไปในแป้ง จากนั้น นำมานวดและผสมไข่กับแป้งให้เข้ากัน เติมน้ำปูนใส จากนั้นนวดต่อ ตามด้วยหัวกะทิแล้วนวดต่อ ควรจะแบ่งหัวกะทิออกเป็น 3 ครั้ง จากนั้นทยอยใส่แป้ง นวดจนแป้งแห้ง แล้วใส่หัวกะทิ จนครบทั้ง 3 ครั้ง นวดจนรู้สึกว่าแป้งเนียน มีความเข้ากันดี แล้วค่อยพักแป้งประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นนำผ้าขาวมาคลุมไว้

ขั้นตอนที่ 3 นำส่วนผสม ที่ได้จากการนวดแป้ง มาคลึงเป็นก้อนกลม ๆ นำพิมพ์สำหรับทำกรอบเค็มมากด แล้วเตรียมทอด

กรอบเค็ม

ขั้นตอนที่ 4 เทน้ำมันลงในกะทะ จากนั้น นำแป้งไปทอด ทอดจนแป้งเหลืองฟู ตักขึ้นมาจากกะทะแล้วพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมันเพื่อเตรียมเคลือบ เป็นสูตร กรอบเค็มโบราณ ที่น่ากิน

ขั้นตอนที่ 5 ผัด รากผักชี กระเทียม พริกไทย จนมีกลิ่นหอม ใส่น้ำตามลงไป ตามด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย เกลือป่น น้ำปลา พริกขี้หนูสวนตำ นำมาเคี่ยวจนเหนียวและนำมาเคลือบได้

ขั้นตอนที่ 6 รอกระทั่งน้ำเคลือบเหนียวแล้ว ให้นำตัวแป้งทอดที่เราได้ทอดเตรียมไว้ ผัดในน้ำเคลือบ ขั้นตอนนี้ ต้องทำอย่างเบามือ กระทั่ง เคลือบหมดแล้ว ตักขึ้นมาจากกะทะแล้วพักไว้จนเย็น ตักใส่ถุงหรือภาชนะ ก็รับประทานได้แล้ว

กรอบเค็ม

กรอบเค็มขนมไทยไม่แพ้ขนมเบเกอรี โดยเฉพาะสูตรที่ให้ไป การทำนั้นไม่ยากเลย ตรงกันข้าม เตรียมส่วนผสมไม่เยอะ เรียกได้ว่า ของที่มีในตู้เย็น นำมาทำเมนูขนมไทยเมนูนี้ ได้อย่างอร่อยและลงตัว และเมื่อทำจนคล่อง ใครจะไปรู้ สามารถนำขนมสูตรนี้มาทำขายสร้างอาชีพเสริมได้ อาจจะฝากขายหรือ ทำตามออเดอร์ทำแล้วขายผ่านช่องทางออนไลน์

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://sa-game.bet/เว็บบาคาร่าที่คนเล่นเย เว็บที่คนเล่นเยอะที่สุด

Categories
ขนมหวานไทย ขนมเบเกอรี่

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ เมนูอาหารว่าง ทำขายก็ปัง

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ ขนมไทย แต่ชื่อกลับไม่ไทย เป็นขนมหน้าโรงเรียนที่ใครต่างก็ชอบกิน วันนี้ขอนำเสนอ สูตรโตเกียวโบราณ เตรียมอะไรบ้าง ดูไปด้วยกัน

ส่วนผสมในการทำ โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ เป็นอีกหนึ่งขนมที่มีความแปลก นำมากินเล่นในยามว่าง ช่วงพักเบรค หรือรองท้องตอนหิว ทว่า ในขณะเดียวกัน ความที่ขนมชนิดนี้ มีจำนวนไส้หลายแบบ ทั้งไส้หวานและไส้เค็ม โดยเฉพาะไส้เค็มที่ถึงขั้น ได้มีการนำไส้กรอกหรือไข่นกกระทามาทำไส้ขนมโตเกียว กินเข้าไปครั้งใด เรียกได้ว่า อิ่มจนไม่ต้องง้อข้าว แล้วแบบนี้ จะไม่ลองเข้าครัวหัดทำขนมโตเกียวกันหรือ

วัตถุดิบโตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ วัตถุดิบที่จะนำมาทำโตเกียวสังขยา แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก แป้งทำขนมโตเกียว ส่วนที่ 2 ไส้สังขยา โดยมีวัตถุดิบต้องเตรียมดังนี้

วัตถุดิบ ทำตัวแป้ง

  • ไข่ไก่จำนวน 4 ฟอง
  • แป้งสาลีเอนกประสงค์ ประมาณ 195 กรัม
  • น้ำตาลทราย 180 กรัม
  • น้ำประมาณ 3/4 ถ้วยตวง
  • เบคกิ้งโซดา 1 ชช
โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

ส่วนผสม สำหรับทำไส้ขนมโตเกียว

  • ไข่ไก่จำนวน 4 ฟอง
  • น้ำตาลทรายขาว 120 กรัม
  • เนยยี่ห้อใดก็ได้ 1 1/2 ชต.
  • นมประมาณ 3/4 ถ้วยตวง
  • แป้งข้าวโพดประมาณ 3 ชต.
  • เกลือป่น 1/2 ชช.
  • กลิ่นวานิลา 1 ชต.

วิธีทำ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

ขั้นตอนที่ 1 ผสมแป้งเอนกประสงค์กับเบคกิ้งโซดา จากนั้นเทน้ำเปล่าลงไป คนจนส่วนผสมทั้งหมดละลายเข้ากันดี ตอกไข่ไก่พร้อมกับใส่น้ำตาลลงไปในอ่างผสม ขั้นตอนนี้ ต้องคนส่วนผสมดังกล่าวกระทั่งน้ำตาลละลาย ดูเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเตรียมขั้นตอนต่อไปในการทำโตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมชามผสมอีกใบ เพื่อทำ โตเกียวนิ่มไส้สังขยา เริ่มจาก ตอกไข่ลงในชามผสมที่เตรียมไว้ ตามด้วยน้ำตาลทราย ต้องตีไข่ไก่กับน้ำตาลทรายให้ละลาย แล้วเทนมอุ่น ๆ ลงไป คนส่วนผสมดังกล่าวให้เข้ากันอีกครั้ง นำขึ้นตั้งไฟ กวนจนส่วนผสมทั้งหมดข้นและเหนียวจับเป็นก้อน ตามด้วยเนย และทำการคนส่วนผสมอีกครั้ง เมื่อพบว่า เข้ากันดีแล้ว ยกลงจากเตา พักให้เย็น

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

ขั้นตอนที่ 3 นำส่วนผสมแป้งที่เตรียมไว้แล้ว ละเลงในกะทะที่กำลังร้อน โดยกะทะที่เลือก ควรเป็นกะทะแบน ก่อนใส่ไส้สังขยา รอจนแป้งสุก เมื่อแป้งสุกแล้ว ตักไส้ขนมใส่บนตัวแป้ง แล้วทำการม้วนปิด แซะออกมาจากกะทะแบนและนำมารับประทาน

เคล็ดลับง่าย ๆ กินขนมโตเกียวให้อร่อย ต้องกินตอนขนมยังร้อน ๆ กินกับชาร้อน อร่อยลงตัวนัก

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณ

โตเกียวสังขยาสูตรโบราณสามารถหาซื้อจากตลาดนัดใกล้บ้าน ซึ่งก็จะมีหลายไส้ด้วยกัน ทั้งไส้หวานอย่างไส้สังขยาที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ ไปจนถึงไส้เค็มอย่าง ไส้ไข่นกกระทา ไส้กรอก อยู่ที่ว่า ใครพร้อมในวัสดุชนิดใด ดังนั้น ขนมโตเกียวถึงเป็นอีกหนึ่งขนมที่นำมามิกซ์แอนด์แมทข์ปรับเปลี่ยนไส้ได้ตลอดเวลา ทำให้การกินขนมโตเกียว มีอรรถรสมากยิ่งขึ้น

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://gclubspecial168.com เว็บพนันด้านกีฬาออนไลน์ที่กำลังเป็นที่นิยม

Categories
ขนมหวานไทย ขนมเบเกอรี่

ข้าวโพดทอดไส้นม กรอบนอก นุ่มใน เคี้ยวเพลิน

ข้าวโพดทอดไส้นม

ข้าวโพดทอดไส้นม เมนูง่าย ๆ เตรียมวัตถุดิบน้อย อร่อยเทียบเท่า ข้าวโพดหวานหม้อทอด หรือไม่ มาลองเข้าครัวทำกิน

ส่วนผสมในการทำ ข้าวโพดทอดไส้นม

เป็นเมนูมิกซ์แอนด์แมทช์ที่ดูแล้วมีความน่าสนใจไม่แพ้เมนูทอดอื่น ๆ บอกได้เลยว่า การเตรียมวัตถุิบนั้น มีเพียงไม่กี่อย่างและยังหาซื้อได้ง่ายอีกด้วย ตอบโจทย์คนชอบของขบเคี้ยว ต้องนี่เลย ข้าวโพดทอดไส้นม  เมนูข้าวโพด อร่อย ๆ ที่แอดมินนำสาระและวิธีทำมาฝาก

ข้าวโพดทอดไส้นม

วัตถุดิบข้าวโพดทอดไส้นม

การเตรียมวัตถุดิบเมนูทอด มีดังนี้

1.นม 1 ½ ถ้วยตวง

2.ข้าวโพดดิบ 1 ฝัก

3.แป้งเทมปุระ 2 ชต.

4.แป้งข้าวโพด 1 ½ ชต.

5.น้ำตาลทราย 1 ชต.

6.นมข้นหวาน 4 ชต.

7.เกลือ 1 ชช.

8.ผงปรุงรส 1 ชช.

9.ไข่ไก่ 1 ฟอง

10.เนยรสจืด 20 กรัม

11.น้ำเย็นจัด

ข้าวโพดทอดไส้นม

วิธีทำ

การเตรียมข้าวโพด

ขั้นตอนที่ 1 นำข้าวโพดดิบแกะออกมาจากซัง เลือกข้าวโพดที่มีเมล็ดเต็มฝักสวย เต่งตึง ขนาดเม็ดเรียงสวยเท่า ๆ กัน จากนั้นใช้มีดคม ๆ เฉือนเมล็ดข้าวโพดออกมาจากฝัก

ขั้นตอนที่ 2 นำเมล็ดข้าวโพดดิบที่เฉือนแล้วมาคลุกกับแป้งเทมปุระรวมถึงผงปรุงรสที่เตรียมไว้ คลุกให้แป้งเทมปุระและผงปรุงรสเคลือบเมล็ดข้าวโพด จากนั้นให้นำน้ำเย็นมาพรมให้ทั่วเมล็ดข้าวโพดที่คลุกไว้ แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นเพื่อเตรียมขั้นตอนการทำข้าวโพดทอดไส้นม ในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 การทำไส้นม สำหรับเมนู แป้งทอดกินเล่น แสนอร่อย นำนม น้ำตาลทราย นมข้นหวาน  และแป้งข้าวโพด จากนั้น คลุกและคนให้ส่วนผสมดังกล่าวเข้ากัน

ขั้นตอนที่ 4 มีความคล้าย ข้าวโพดผัดเนย ทว่าเป็นการคนส่วนผสมในขั้นตอนที่ 3 คนไปเรื่อย ๆ โดยให้ใช้ไฟอ่อน คนจนส่วนผสมในขั้นตอนที่ 3 มีความข้น จากนั้น เทเนยที่เราหั่นเตรียมไว้ลงไปในส่วนผสมขั้นตอนที่ 3 รอจนเนยรสจืดละลายหมด ปิดไฟ พักส่วนผสมในขั้นตอนที่ 3 และ 4 จนเย็น แล้วนำไปเก็บไว้ในตู้เย็น

ขั้นตอนที่ 5 มาถึงการทอดข้าวโพด เริ่มจาก ตักไส้นมคลุกแป้งเทมปุระ ตามมาด้วย การนำมาชุบไข่ แล้วนำเมล็ดข้าวโดมาปั้นพร้อมกับห่อไส้นมคลุกแป้งเทมปุระที่ชุบไข่แล้ว 

ขั้นตอนที่ 6 ใช้ไฟกลางทอดจนเมล็ดข้าวโพดเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง ก็สามารถนำมาเสริ์ฟและรับประทานได้เลย

ข้าวโพดทอดไส้นมเมนูของทอดกินเล่น กรุบ ๆ เคี้ยวเพลิน เรียกได้ว่า เป็นการนำข้าวโพดอันเป็นพืชผลทางการเกษตรของคนไทยเรามาดัดแปลงเป็นเมนูฟิวส์ชั่นแบบไทย ๆ ผสมกับฝรั่ง กัดกินแต่ละคำ อร่อยจนหยุดไม่ได้ ใครอยากกินข้าวโพดทอดร้อน ๆ ต้องลองเข้าครัวทำกินเอง ทำแล้วติดใจ

เครดิตภาพ

อ่านบทความ > ขนมกล้วย อร่อยภายใน 30 นาที

สนับสนุนโดย > ufabet เว็บพนันบอลอันดับ 1 บริการซื่อตรง โปร่งใส จ่ายจริง มาร่วมเดิมพันด้านกีฬากับเราที่ https://ufaball.bet

Categories
ขนมหวานไทย ขนมเบเกอรี่ อาหารไทย

ขนมกล้วย อร่อยภายใน 30 นาที

ขนมกล้วย

ขนมกล้วย เมนูขนมหวานไทย ทำง่าย กล้วย ๆ เพียง 30 นาที เท่านั้น ทำอย่างไร ห้ามพลาด บอกเลย

ส่วนผสมในการทำ ขนมกล้วย

ขนมกล้วย เมนูขนมไทยง่าย ๆ สมชื่อที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ใครก็ทำได้ เพราะเป็นเรื่องกล้วย ๆ ซึ่งในส่วนของวัตถุดิบนั้น หาได้ไม่ยาก ทั้งนี้เพราะ แทบทุกครัวเรือน ต้องปลูกต้นกล้วยรวมถึงต้นมะพร้าวเอาไว้แล้วอันเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตของคนไทยที่เน้นอาศัยอยู่กันอย่างประหยัด ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เราถึงเห็นบรรดาขนมไทยต่าง ๆ ใช้วัตถุดิบภายนอกรั้วบ้านมาทำขนม

 ทว่า ใช่ว่า ทุกคนจะสามารถปลูกต้นกล้วย ต้นมะพร้าวได้เองภายนอกบ้าน อันมาจาก พื้นที่น้อยไม่เพียงพอ ก็สามารถหาซื้อกล้วยและมะพร้าวได้ตามตลาดนัดใกล้บ้าน ดังนั้น ขนมชนิดนี้ถึงเป็นอีกหนึ่งขนมยอดนิยม นำมาทำขายสร้างอาชีพ อีกทั้งในช่วงผลผลิตออกเยอะ ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นขนมแสนอร่อยอีกทั้งยังประหยัด หรือทำเป็นอาชีพเสริมก็ยังได้

วัตถุดิบสำหรับทำขนมกล้วย

ขนมกล้วย

วัตถุดิบสำหรับทำของกินเล่นชนิดนี้ เตรียมเพียงไม่กี่อย่าง อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่สามารถหาได้ในครัวเรือน ง่าย ๆ  ส่วนจะมีอะไรกันบ้าง? รายละเอียดมีดังนี้

  • กล้วยน้ำว้าสุกนำมาบดให้ละเอียดประมาณ ½ กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม
  • แป้งมันสำปะหลัง 5 ช้อนโต๊ะ
  • หัวกะทิ 200 มิลลิลิตร
  • มะพร้าวขูดฝอย ให้เลือกเป็นมะพร้าวทึนทึกถึงจะอร่อยและหอม
  • ใบตองสำหรับห่อ หรือถ้วยตะไลในกรณีไม่สามารถหาใบตองมาใช้ทำขนมได้

วิธีทำง่าย ๆ กล้วย ๆ สมชื่อ

ขนมกล้วย

ขั้นตอนที่ 1 นำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้แล้วก่อนหน้า อันได้แก่ กล้วยน้ำว้า แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย หัวกะทิ และมะพร้าวทึนทึกขูด ผสมส่วนผสมดังกล่าวทั้งหมดให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 นำใบตองที่จะนำมาใช้ทำ ขนมกล้วย เช็ดทำความสะอาดก่อนในเบื้องต้น ซึ่งก่อนจะหยอดส่วนผสมที่เราเตรียมไว้  ให้นำใบตองมาแผ่ออกบาง ๆ หรือจะทำเป็นรูปทรงกรวยสวย ๆ ก็ได้ รวมถึง บ้านไหนที่ไม่สามารถหาใบตองมาทำขนม ให้นำถ้วยตะไลใช้แทนใบตองก็ยังเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ จากนั้น ถึงค่อยหยอดขนมลงในใบตองหรือถ้วยตะไลได้เลย 

ขั้นตอนที่ 3 เรียงขนมทั้งหมดลงในลังถึงที่น้ำกำลังเดือดปุดๆ จากนั้น ใช้เวลานึ่งขนมประมาณ 20 นาที ขนมก็สุกแล้ว เตรียมเสริ์ฟรับประทานได้เลย ซึ่งความอร่อยของขนมชนิดนี้ ให้รับประทานตอนร้อน ๆ ถึงจะอร่อยโดนใจ และถ้าสามารถแปรรูปได้ในปริมาณที่มาก ให้นำมาจำหน่ายสร้างรายได้ได้เลย ทั้งนี้เพราะ เป็นอีกหนึ่งขนมไทยที่คนนิยมมาช้านาน

เครดิตภาพประกอบ

https://www.wongnai.com/recipes/ka-nom-kluy

อ่านบทความ >> แกงขี้เหล็กสูตรโบราณ สูตรเด็ด กะทิหอม อร่อยต้องกินซ้ำ

สนับสนุนโดย >> เกมยิงปลา เกมออนไลน์รูปแบบใหม่จากทาง HILOSPEC นำมาเปิดให้บริการ ที่กำลังมาแรง รูปแบบการเล่นที่ไม่เหมือนใคร เล่นง่าย จ่ายจริง ไม่มีขั้นต่ำ > https://hilospec.com/game-yingpla/

Categories
ขนมหวานไทย ขนมเบเกอรี่

ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม แป้งบาง ไส้เยิ้ม อร่อยมาก

ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม

ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม สูตรแป้งนุ่ม ยืด ๆ บาง ๆ จะอร่อยเท่า เปี๊ยะโมจิลาวาไข่เค็ม 7 11 หรือไม่  ติดตามไปพร้อมกัน

ส่วนผสมในการทำ ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม

ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม กระแสกำลังมาแรงแซงโค้งขนมชนิดอื่น ๆ ในขณะนี้ ตรงจุดเด่นความเป็นลาวาไข่เค็มเยิ้ม ๆ ชวนรับประทาน จะหาซื้อกินหรือจะทำเองที่บ้าน แอดมินมีเคล็ดลับดี ๆ ในการทำขนม เปี๊ยะไข่เค็มลาวา รีวิว ดี ๆ มาฝาก

วัตถุดิบสำหรับทำ ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม

ขนมเปี๊ยะ

ส่วนผสมไส้ไข่เค็ม

  • แป้งข้าวโพด 150 กรัม
  • ไข่แดงเค็มนึ่งสุก ประมาณ 15 ลูก
  • นมข้นจืด 225 มิลลิลิตร
  • เนยจืดละลาย 90 กรัม
  • เกลือป่น ¼ ชช.
  • น้ำตาลทราย 180 กรัม

ส่วนผสมสำหรับแป้งชั้นใน

  • แป้งสาลีเอนกประสงค์ 1 ½ ถ้วยตวง
  • ไข่ไก่ (ไข่แดง) 2 ฟอง
  • ไข่แดงทาหน้าขนม
  • น้ำมันพืช 5 ชต.
  • น้ำเปล่า 2 ชต.
  • สีผสมอาหาร สีเหลืองไข่ 1 ชช.
  • งาขาว/งาดำ สำหรับแต่งหน้า

ส่วนผสมสำหรับแป้งชั้นนอก

  • แป้งสาลีเอนกประสงค์ 3 ถ้วยตวง
  • น้ำเปล่า 165 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย 5 ชต.
  • น้ำมันพืช ½ ถ้วยตวง

วิธีทำขนมเปี๊ยะ

สูตรขนมเปี๊ยะ

จะมีความใกล้เคียงกับ สูตรเปี๊ยะไข่เค็มลาวา แป้งโมจิ ตรงแป้งจะบาง ดูน่ากิน โดยมีขั้นตอนการทำไม่ยากดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ในส่วนของตัวไส้ นำส่วนผสมทั้งหมดลงปั่นในโถ เทลงในพิมพ์ซิลิโคนขนาด 5 ซม.ที่เตรียมไว้ แล้วแช่เย็นประมาณ 8-10 ชม. หรือจนกว่าไส้ขนมจะแข็ง

ขั้นตอนที่ 2 ในส่วนของแป้งชั้นในที่จะทำ ขนมเปี๊ยะลาวาไข่เค็ม ให้เอาแป้งผสมกับน้ำมัน นวดจนเข้ากัน แล้วพักแป้ง 15 นาที รอกระทั่งเวลาครบ ในส่วนของแป้งชั้นนอก ตัดแบ่งออกเป็นก้อน ๆ ละ 25 กรัม ในขณะที่แป้งชั้นใน ตัดแบ่งเป็นก้อน ๆ ละ 10 กรัม

ขั้นตอนที่ 3 นำแป้งชั้นนอกมาคลึงเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วใส่แป้งชั้นใน ห่อจนมิด แล้วพักแป้ง 15 นาที เพื่อให้ได้มาซึ่ง เปี๊ยะไข่เค็มลาวา แป้งเหนียวนุ่ม ชวนรับประทาน

ขั้นตอนที่ 4 ครบกำหนดเวลาเมื่อไหร่ ให้เอาไส้ออกจากพิมพ์ ในส่วนของตัวแป้ง คลึงเป็นแผ่นบางแล้ววางไส้ไว้ตรงกลาง ห่อให้มิดชิด จากนั้น นำเข้าเตาอบ อุณหภูมิประมาณ 170 องศาเซลเซียส ใช้ไฟบนล่าง ใช้เวลาอบ 10 นาที

ขั้นตอนสุดท้าย ไข่แดง น้ำเปล่า สีผสมอาหาร คนให้เข้ากันเพื่อนำมาแต่งหน้าขนม รอกระทั่งครบเวลา นำขนมออกจากเตาอบ ใช้ไข่แดงทาหน้าขนม 2 รอบ โรยงา แล้วอบต่อ 5 นาที จนเสร็จ นำออกจากเตาอบ พักขนมให้เย็น รอรับประทานได้เลย เป็น เปี๊ยะไข่เค็มลาวา ราคา แสนแพง เพราะทำด้วยใจ

เครดิตภาพประกอบ

https://www.sanook.com/women/180165/

อ่านบทความ >> วุ้นปีโป้นมสด เมนูขนมหวานขวัญใจเด็ก ๆ

สนับสนุนโดย >> sa-game กับเว็บบาคาร่า อันดับ1 เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ มั่นคง ปลอดภัย 100% มาแรงที่สุดในปี 2022

Categories
ขนมหวานไทย อาหารไทย

วุ้นปีโป้นมสด เมนูขนมหวานขวัญใจเด็ก ๆ 

วุ้นปีโป้นมสด เมนูขนมหวานเป็นที่นิยมกันมากในช่วงหน้าร้อนนี้โดยเฉพาะเหล่าเด็ก ๆ นั้นชื่นชอบกันเป็นพิเศษ เพรามีรสชาติหวานหอมชื่นใจ เนื้อสัมผัสเด้งดึ่งอร่อยหนึบหนับ เรียกได้ว่าเป็นขนมที่ครองใจเด็ก ๆ ส่วนใหญ่กันเลยทีเดียว อีกทั้งในช่วงหน้าร้อนที่ผ่านมามีอีกเมนูหนึ่งได้แก่เมนูขนมหวาน ปีโป้ลูกแก้ว ก็เป็นอีกเมนูหนึ่งที่คนนิยมรับประทานไม่แพ้กัน 

เมนูนี้ถือได้ว่าเป็นเมนูที่รับประทานแล้วชื่นใจเป็นอย่างมาก เพราะความหวานเย็นฉ่ำชื่นใจช่วยให้ดับอุณหภูมิความร้อนได้ไม่ยากเลยทีเดียว และสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองคนไหนที่อยากจะทำเมนูขนมหวานวุ้นปีโป้นมสดนี้ให้กับบุตรหลายก็สามารถทำเองได้ง่าย เตรียมวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง ใช้เวลาทำไม่นาน หากพร้อมแล้ว เราไปลุยกันเลย 

วุ้นปีโป้นมสด เมนูขนมหวาน

ขอบคุณภาพจาก Unsplash 

วุ้นปีโป้นมสด เตรียมวัตถุดิบเพียงไม่กี่อย่าง 

1.ผงวุ้น 2 1/2 ช้อนโต๊ะ  (สำหรับทำ วุ้นปีโป้นมสด 1 ถาด) 

2.นมสด 2 ถ้วยตวง (สามารถใส่โยเกิร์ตได้หากต้องการทำเป้น สูตรวุ้นโยเกิร์ต )

3.น้ำสะอาด ½ ลิตร (สามารถปรับเป็นกะทิได้ หากต้องการเป็น วุ้นกะทิ )

4.ปีโป้ 2 ถ้วยตวง  

5.น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ 

วุ้นปีโป้นมสด เมนูขนมหวาน

ขอบคุณภาพจาก Pixably 

ขั้นตอนการทำ วุ้นปีโป้นมสดง่ายสุด ๆ

1.ขั้นตอนแรกของการทำเมนูวุ้นปีโป้นมสด เริ่มจากการละลายผงวุ้น กับน้ำสะอาด จนผงวุ้นละลายทั้งหมดไม่เป็นเกล็ด 

2.นำน้ำผงวุ้นขึ้นตั้งไฟ เปิดไฟระดับอ่อน เคี่ยวจนร้อน ใส่นมสดลงไป หากไม่มีนมสดสามารถใช้ยาคูลท์ใส่แทนได้ จะได้เป็น วุ้นยาคูลท์ ตามด้วยน้ำตาลทราย จากนั้นเคี่ยวเรื่อย ๆ จนน้ำวุ้นมีความเหนียว 

3.เตรียมปีโป้จัดเรียงไว้ในภาชนะ โดยจะจัดแบบหั่นก็ได้ หรือไม่หั่นก็ได้ นำนำวุ้นเทใส่ในปริมาณครึ่งหนึ่งก่อน จากนั้นนำส่วนของน้ำวุ้นที่เหลือแช่ในน้ำร้อนเอาไว้ เพื่อไม่ให้วุ้นเกาะตัวแข็ง 

4.เมื่อวุ้นเซ็ตตัวให้เรียงปีโป้ที่เหลือไว้ต้านบน จากนั้นเทในส่วนของน้ำวุ้นที่เหลือลงไป รอวุ้นเซ็ตตัว ประมาณ 20 นาที เพียงเท่านี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนเมนูขนมหวานแสนอร่อย หากต้องการความชื่นใจ ฉ่ำใจ ก่อนรับประทานนำวุ้นปีโป้นมสดแช่ตู้เย็นให้แข็งตัวเป็นกล้ดน้ำแข็งเพียงเท่านี้ก็ได้วุ้นปีโป้นมสด หวานเย็นชื่นใจสุด ๆ ไปเลย 

วุ้นปีโป้นมสด เมนูขนมหวาน

ขอบคุณภาพจาก Pixabay 

วิธีเสิร์ฟ และการดัดแปลงเมนูวุ้นปีโป้นมสดหลากหลายสไตล์ 

วิธีการเสิร์ฟวุ้นปีโป้นมสดให้น่ารับประทานนั้นง่ายมาก ๆ โดยสามารถดัดแบ่งเหมือนเค้ก โดยสามารถเพิ่มอรรถรสในการรับประทานโดยการใส่ผงไมโลเป็นภูเขาไฟ กลายเป็นวุ้นไมโล สร้างอรรถรสความสนุกสนานให้เด็ก ๆ อย่างมากเลยทีเดียว 

ไดฟูกุไส้ถั่วแดงสตรอวเบอร์รี่ของหวานยอดฮิต จากแดนซากุระ

เว็บ ตรง ไม่ ผ่าน เอเย่นต์

Categories
ขนมหวานไทย

ขนมกล้วย อร่อยภายใน 30 นาที

ขนมกล้วย

ขนมกล้วย ขนมเมนูขนมหวานไทย ทำง่าย กล้วย ๆ เพียง 30 นาที เท่านั้น ทำอย่างไร ห้ามพลาด บอกเลย

ส่วนผสมในการทำ ขนมกล้วย

ขนมกล้วยเมนูขนมไทยง่าย ๆ สมชื่อที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ใครก็ทำได้ เพราะเป็นเรื่องกล้วย ๆ ซึ่งในส่วนของวัตถุดิบนั้น หาได้ไม่ยาก ทั้งนี้เพราะ แทบทุกครัวเรือน ต้องปลูกต้นกล้วยรวมถึงต้นมะพร้าวเอาไว้แล้วอันเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตของคนไทยที่เน้นอาศัยอยู่กันอย่างประหยัด ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เราถึงเห็นบรรดาขนมไทยต่าง ๆ ใช้วัตถุดิบภายนอกรั้วบ้านมาทำขนม

ทว่า ใช่ว่า ทุกคนจะสามารถปลูกต้นกล้วย ต้นมะพร้าวได้เองภายนอกบ้าน อันมาจาก พื้นที่น้อยไม่เพียงพอ ก็สามารถหาซื้อกล้วยและมะพร้าวได้ตามตลาดนัดใกล้บ้าน ดังนั้น ขนมชนิดนี้ถึงเป็นอีกหนึ่งขนมยอดนิยม นำมาทำขายสร้างอาชีพ อีกทั้งในช่วงผลผลิตออกเยอะ ก็สามารถนำมาแปรรูปเป็นขนมแสนอร่อยอีกทั้งยังประหยัด หรือทำเป็นอาชีพเสริมก็ยังได้

วัตถุดิบสำหรับทำ ขนมกล้วย

วัตถุดิบ

วัตถุดิบสำหรับทำของกินเล่นชนิดนี้ เตรียมเพียงไม่กี่อย่าง อีกทั้งยังเป็นวัตถุดิบที่สามารถหาได้ในครัวเรือน ง่าย ๆ  ส่วนจะมีอะไรกันบ้าง? รายละเอียดมีดังนี้

  • กล้วยน้ำว้าสุกนำมาบดให้ละเอียดประมาณ ½ กิโลกรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 1 กิโลกรัม
  • เกลือป่น 1 ช้อนชา
  • แป้งข้าวเจ้า 1 กิโลกรัม
  • แป้งมันสำปะหลัง 5 ช้อนโต๊ะ
  • หัวกะทิ 200 มิลลิลิตร
  • มะพร้าวขูดฝอย ให้เลือกเป็นมะพร้าวทึนทึกถึงจะอร่อยและหอม
  • ใบตองสำหรับห่อ หรือถ้วยตะไลในกรณีไม่สามารถหาใบตองมาใช้ทำขนมได้

วิธีทำง่าย ๆ กล้วย ๆ สมชื่อ

วิธีทำ

ขั้นตอนที่ 1 นำส่วนผสมทั้งหมดที่เตรียมไว้แล้วก่อนหน้า อันได้แก่ กล้วยน้ำว้า แป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย หัวกะทิ และมะพร้าวทึนทึกขูด ผสมส่วนผสมดังกล่าวทั้งหมดให้เข้ากัน

ขั้นตอนที่ 2 นำใบตองที่จะนำมา เช็ดทำความสะอาดก่อนในเบื้องต้น ซึ่งก่อนจะหยอดส่วนผสมที่เราเตรียมไว้  ให้นำใบตองมาแผ่ออกบาง ๆ หรือจะทำเป็นรูปทรงกรวยสวย ๆ ก็ได้ รวมถึง บ้านไหนที่ไม่สามารถหาใบตองมาทำขนม ให้นำถ้วยตะไลใช้แทนใบตองก็ยังเป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้ จากนั้น ถึงค่อยหยอดขนมลงในใบตองหรือถ้วยตะไลได้เลย 

ขั้นตอนที่ 3 เรียงขนมทั้งหมดลงในลังถึงที่น้ำกำลังเดือดปุดๆ จากนั้น ใช้เวลานึ่งขนมประมาณ 20 นาที ขนมก็สุกแล้ว เตรียมเสริ์ฟรับประทานได้เลย ซึ่งความอร่อยของขนมชนิดนี้ ให้รับประทานตอนร้อน ๆ ถึงจะอร่อยโดนใจ และถ้าสามารถแปรรูปได้ในปริมาณที่มาก ให้นำมาจำหน่ายสร้างรายได้ได้เลย ทั้งนี้เพราะ เป็นอีกหนึ่งขนมไทยที่คนนิยมมาช้านาน

เครดิตภาพประกอบ

https://www.wongnai.com/recipes/ka-nom-kluy

อ่านบทความ ขนมเบื้อง

จีคลับ

Categories
ขนมหวานไทย

สูตรขนมครกโบราณ แป้งกรอบนอกนุ่มใน อร่อยหวานมัน โรยหน้าด้วยเครื่องแน่น ๆ

ขนมครกโบราณ

ใครที่ชื่นชอบขนมไทยอย่างขนมครกเชิญทางนี้เลยค่ะ เพราะวันนี้เรามีสูตรขนมครกโบราณมาแนะนำทุกคน ขอบอกเลยว่าสูตรนี้กรอบนอกนุ่มใน หอมกลิ่นกะทิ อร่อยหวานมันแน่นอน ที่สำคัญยังอัดแน่นไปด้วยเครื่องโรยหน้ามากมาย โดยสูตรนี้เราได้มาจากช่อง YouTube ชื่อช่อง แม่ซี น้องมดดี Channel ซึ่งนี่เป็นสูตรขนมครกที่ทำกินเองได้ง่าย ๆ ที่บ้าน หรือจะทำขายสร้างอาชีพก็ดี เพราะด้วยความที่แป้งขนมครกกรอบนอกนุ่มใน และมีรสชาติอร่อยหวานมันไม่เหมือนใคร เราจึงมั่นใจได้เลยว่าขนมครกสูตรนี้จะต้องถูกอกถูกใจลูกค้าอย่างแน่นอนค่ะ 

ขนมครกขึ้นชื่อว่าเป็นขนมโบราณที่ความนิยมอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยเดิมทีจะใช้ข้าวเจ้าแช่น้ำโม่รวมกับหางกะทิ และมะพร้าวทึนทึกขูดฝอย ผสมเกลือเล็กน้อยใช้เป็นตัวขนม ส่วนหน้าของขนมครกเป็นหัวกะทิ ปัจจุบันได้มีการดัดแปลงใช้แป้งข้าวเจ้าแทน เพื่อความสะดวก และโรยหน้าด้วยเครื่องต่าง ๆ มากมาย เช่น น้าเผือก หน้าข้าวโพด หน้าต้นหอม เป็นต้น 

ความจริงแล้วขนมครกมี 2 ประเภท ได้แก่ ขนมครกมอญ และขนมครกชาววัง โดยขนมครกมอญจะพบตามชุมชนมอญ ตำบลเกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนขนมครกชาววังจะพบโดยทั่วไปตามร้านขายขนมครกทั่วประเทศ ซึ่งสูตรขนมครกที่เรานำมาแนะนำทุกคนในวันนี้เป็นสูตรขนมครกชาววัง ที่โรยหน้าด้วยเครื่องแน่น ๆ แต่จะมีส่วนผสมและวิธีทำอย่างไรบ้าง ติดตามได้จากบทความนี้เลยค่ะ 

ขนมครกโบราณ

ส่วนผสมของสูตรขนมครกโบราณ พร้อมโรยหน้าด้วยเครื่องแน่น ๆ

หลายคนคงทราบกันดีว่าสูตรขนมครกเป็นสูตรขนมไทยโบราณ ที่ทำมาจากแป้ง น้ำตาล และกะทิ แล้วเทลงบนเตาหลุม เวลารับประทานต้องแคะออกมา ถึงแม้ว่าแป้งขนมครกสมัยโบราณจะใช้ข้าวเจ้าแช่น้ำโม่รวมกับหางกะทิ แต่เพื่อความสะดวก เราจะเลือกใช้แป้งสำเร็จรูปอย่างแป้งข้าวเจ้าแทน และนี่คือส่วนผสมสำหรับทำขนมครกโบราณ 

อันดับแรกต้องเตรียมน้ำปูนใสก่อน 

  1. น้ำเปล่า 1000 มิลลิลิตร
  2. ปูนแดงกินหมาก 2 ช้อนตวง 

หมายเหตุ: ผสมน้ำกับปูนแดงให้ละลาย แล้วทิ้งไว้ข้ามคืน 

ส่วนผสมของแป้งขนมครก

  1. แป้งข้าวเจ้า 250 กรัม
  2. ข้าวหอมมะลิหุงสุก 100 กรัม
  3. น้ำปูนใส 120 กรัม (หากไม่มีให้ใช้น้ำเปล่าแทนได้)
  4. หัวกะทิคั้นสดแบบเข้มข้น 500 มิลลิลิตร
  5. หางกะทิ 250 มิลลิลิตร
  6. น้ำตาลทราย 60 กรัม
  7. เกลือสมุทร 2 ช้อนชา 

ส่วนผสมของหน้ากะทิ

  1. หัวกะทิคั้นสดแบบเข้มข้น 500 มิลลิลิตร
  2. น้ำตาลทราย 80 กรัม (ไม่ชอบหวานลดเหลือ70กรัม)
  3. เกลือสมุทร ½ ช้อนชา กับ ¼ ช้อนชา
  4. แป้งข้าวเจ้าตราหมีคู่ดาว 1 ช้อนตวง กับ ½ ช้อนตวง 

ส่วนผสมของเครื่องสำหรับโรยหน้าขนมครก

  1. ข้าวโพดหวานฝานบาง ๆ นึ่งสุก 1-2 ฝัก
  2. เผือกหอมหั่นเต๋านึ่งสุก 1 ถ้วย
  3. ต้นหอมซอย 1 ถ้วย
  4. น้ำมันพืชสำหรับเช็ดเบ้า 
ขนมครกโบราณ

ขั้นตอนและวิธีทำขนมครกโบราณ แป้งกรอบนอกนุ่มใน

หลังจากที่ได้เตรียมส่วนผสมของสูตรขนมครกโบราณเรียบร้อยแล้ว ต่อไปคือวิธีทำขนมครกแป้งกรอบ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากส่วนผสมจะสำคัญแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยในการทำขนมครก นั่นก็คือ ถาดหลุมขนมครก และนี่คือขั้นตอนการทำขนมครก และเคล็ดลับสำหรับทำขนมครกที่คุณควรรู้

วิธีทำขนมครกโบราณ

  1. ตั้งหม้อนึ่งข้าวโพดหวานมาฝานบาง ๆ และเผือกหั่นเต๋า โดยใช้เวลานึ่งประมาณ 20 นาที แล้วพักไว้ให้เย็น
  2. ระหว่างนั้นเริ่มทำแป้งขนมครก โดยการนำแป้งข้าวเจ้า ข้าวสวย น้ำปูนใส กะทิ และเกลือ ลงไปปั่นให้ส่วนผสมเข้ากันจนละเอียด แล้วนำไปเทใส่ชามผสม พักแป้งไว้ 30 นาที 
  3. จากนั้นทำหน้ากะทิ โดยการเตรียมชามผสมอีกใบ แล้วนำแป้งข้าวเจ้า หัวกะทิแบบคั้นสดเข้มข้น น้ำตาลทรายขาว และเกลือสมุทร ลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วคนส่วนผสมทั้งหมดด้วยตะกร้อมือจนทุกอย่างละลายเข้ากันดี
  4. เตรียมกาน้ำหัวแหลม 2 ใบ ใบหนึ่งเทส่วนแป้งขนมครกลงไป ส่วนอีกใบเทส่วนหน้ากะทิลงไป เพื่อสะดวกในการเทลงถาดหลุม 
  5. เตรียมถาดหลุม โดยการนำถาดหลุมไปล้างด้วยน้ำยาล้างจานให้สะอาดประมาณ 3 รอบเพื่อล้างที่เคลือบกระทะออกจนหมด
  6. นำถาดหลุมไปตั้งไฟให้ร้อน แล้วเทน้ำมันพืชลงไปให้ท่วม ทิ้งไว้ 30 นาที จากนั้นเทน้ำมันออก เพื่อทำให้เวลาใส่แป้งกะทิจะไม่ติด
  7. การเท ให้เทส่วนผสมของแป้งลงไปก่อน โดยการเริ่มจากด้านนอกวนเข้าไปบรรจบที่ด้านใน จากนั้นนำส่วนหน้ากะทิเทลงทันทีจนครบ
  8. จากนั้นนำเครื่องสำหรับโรยหน้าขนมครก ได้แก่ ข้าวโพดหวานฝานบาง ๆ นึ่งสุก เผือกหอมหั่นเต๋านึ่งสุก และต้นหอมซอย ที่เตรียมไว้หยอดลงไป โดยต้นหอมสามารถหยอดได้ทันที ส่วนข้าวโพดกับเผือก ต้องรอให้แป้งเซตตัวก่อนค่อยใส่ลงไป
  9. นำฝาปิดถาดหลุม โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที หรือสังเกตจากขอบด้านนอกออกสีน้ำตาล ถือว่าขนมครกใช้ได้แล้ว จากนั้นนำช้อนมาตักออกทีละหลุม จัดเรียงใส่จานให้สวยงาม พร้อมเสิร์ฟค่ะ


Suwanna Preebunpul

Suwanna Preebunpul

สวัสดีค่ะ ผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน นักเขียนออยนะคะ ไลฟ์สไตล์ส่วนตัว ชอบท่องเที่ยว ถ่ายรูป เขียนบทความแนวแนะนำสินค้า, เทคโนโลยี, สาระความรู้, แฟชั่น และGraphic Design ด้วยความที่ส่วนตัวชอบทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ ในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีงานเขียนแนวใหม่ ๆ ออกมา ยังไงก็ฝากติดตามผลงานด้วยนะคะ

Contact >> Instagram, Facebook, Line

เว็บบอลออนไลน์